จริงมั้ย ใช้แป้งเด็กกับลูกบ่อย ๆ เสี่ยงมะเร็งรังไข่

จริงมั้ย ใช้แป้งเด็กกับลูกบ่อย ๆ เสี่ยงมะเร็งรังไข่

จริงมั้ย ใช้แป้งเด็กกับลูกบ่อย ๆ เสี่ยงมะเร็งรังไข่

จริงมั้ย ใช้แป้งเด็กกับลูกบ่อย ๆ เสี่ยงมะเร็งรังไข่ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าบริษัทผู้ผลิตแป้งเด็กรายใหญ่ของโลกมีการยุติการผลิตและจำหน่ายแป้งที่มีส่วนผสมจากทัลคัมไปเป็นแป้งเด็กจากข้าวโพดแทน

นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้ผลิตหลายรายให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติที่ย่อยสลายง่าย และเป็นมิตรต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็ก ๆ  เพราะแป้งทัลคัมนั้นไม่เพียงแต่ทำให้เด็กเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจ แป้งทัลคัมที่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน ยังอาจมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งรังไข่ด้วยค่ะ

ใช้แป้งฝุ่นเสี่ยงมะเร็งรังไข่จริงมั้ย

แม้จะยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในกลุ่มนักวิจัยถึงความเชื่อมโยงระหว่างแป้งฝุ่นทัลคัมกับโรคมะเร็งรังไข่ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการใช้แป้งทัลคัมนั้นก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่ อีกทั้งมะเร็งรังไข่เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก ความเชื่อมโยงต่าง ๆ อาจต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

แต่ IARC (International Agency for Research on Cancer) ซึ่งเป็นองค์กรหน่วยย่อยของ WHO มีหน้าที่ในการพัฒนา สนับสนุน และทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ได้จัดให้สารทัลค์หรือทัลคัมที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินเป็นกลุ่มที่เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ และการนำผลิตภัณฑ์ที่มีสารทัลคัมไปใช้ในบริเวณอวัยวะเพศ อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีความเสี่ยงในการก่อเกิดมะเร็ง จึงไม่แนะนำสำหรับการใช้แป้งดังกล่าวบริเวณอวัยวะเพศ เพราะว่ามีโอกาสก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่นั่นเอง

จริงมั้ย ใช้แป้งเด็กกับลูกบ่อย ๆ เสี่ยงมะเร็งรังไข่

 

แป้งเด็กใช้ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี

  1. ค่อย ๆ เทแป้งใส่ฝ่ามือ ลูบไล้แป้งเบา ๆ แล้วทาลงบนผิวลูก
  2. ไม่โรยแป้งปริมาณมาก ๆ ลงบนตัวลูกโดยตรง
  3. ลดระดับมือให้อยู่ต่ำกว่าใบหน้าลูก เพื่อป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจายเข้าสู่ระบบหายใจของลูก
  4. หลีกเลี่ยงบริเวณดวงตา จมูก ปาก สะดือ รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศ
  5. ใช้พัฟท์เพื่อลดการฟุ้งกระจายจากการเทแป้ง

เลือกแป้งเด็กอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงมะเร็ง

  1. เลือกแป้งเด็กที่มีส่วนผสมหลักมาจากพืชธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวเจ้าเพราะย่อยสลายได้ ไม่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของลูก
  2. เป็นแป้งเด็กเนื้อเนียนละเอียด มีคุณสมบัติป้องกันความเปียกชื้นได้ดี ช่วยให้ลูกรู้สึกผิวแห้งสบายตัวตลอดเวลา
  3. ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง
  4. สะอาด ปลอดภัย ที่สำคัญต้องปราศจากทัลคัม
  5. ต้องผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ (Hypoallergenic)

ขอบคุณข้อมูลจาก www.reiscare.com

ตรวจสอบข้อมูลโดย นพ.ชาญสิริ เสกสรรค์วิริยะ โสต ศอ นาสิกแพทย์ อนุสาขาเวชศาสตร์การนอนหลับ

โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี

(พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์)